ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่า ถ้ำน้ำลอด กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช


  

ที่ตั้ง

จ.แม่ฮ่องสอน

พื้นที่

ภาคเหนือ

ประวัติความเป็นมา

พื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนส่วนใหญ่มีลักษณะภูมิประเทศเป็นป่าเขาสูงสลับซับซ้อน โดยเฉพาะบริเวณกิ่งอำเภอปางมะผ้า มีสภาพเป็นภูเขาหินมีถ้ำอยู่เป็นจำนวนมาก ถ้าเหล่านี้ถือเป็นเอกลักษณ์และลักษณะเด่นประจำถิ่นจนได้ชื่อว่า เป็นดินแดนพันถ้ำ ดังนั้น เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าลุ่มน้ำปาย ซึ่งควบคุมพื้นที่อยู่เห็นว่า ควรจะมีหน่วยงานที่ทำการศึกษาวิจัยสภาพธรรมชาติและสัตว์ป่าขึ้นโดยเฉพาะ จึงได้เสนอโครงการมาทางกรมป่าไม้ขอจัดตั้งหน่วยงานดังกล่าวขึ้น สถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าถ้ำน้ำลอดจัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2535 เพื่อสนองวัตถุประสงค์ดังกล่าวข้างต้น โดยทำการสำรวจพื้นที่บริเวณทางเข้าถ้ำลอด กิ่งอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ในระยะแรกเป็นการสำรวจสภาพภูมิประเทศที่เป็นจุดเด่นของพื้นที่ ต่อมาในปี 2536 จึงได้รับงบประมาณในการจัดสร้างอาคารดังกล่าวเป็นการถาวร และในปัจจุบันได้ดำเนินการก่อสร้างอาคารและที่พักต่าง ๆ เสร็จเรียบร้อยแล้ว

การติดต่อ

ส่วนส่งเสริมและเผยแพร่ สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โทร 025610777 ต่อ 708,756 หรือ สถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าถ้ำน้ำลอด กิ่งอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน 58150

พื้นที่

400 ไร่

สภาพภูมิประเทศ

พื้นที่ส่วนใหญ่ของสถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าประกอบด้วย เขาหินปูนขนาดเล็กที่เป็นหน้าผาและมีความแหลมคม จำนวน 4 ยอด ลักษณะของหินปูนเป็นหินปูนชนิดแม่ละนา มีเนื้อที่ประมาณ 400 ไร่ พื้นที่โดยรอบประกอบด้วยที่ราบหุบเขาชนาดเล็กและร่องน้ำธธรรมชาติ บริเวณที่ราบอันเป็นที่ตั้งของลำน้ำลาง มีความสูงโดยเฉลี่ยจากระดับน้ำทะเลประมาณ 610 เมตร ยอดเขาที่สูงที่สุดมีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 755 เมตร

สภาพภูมิอากาศ

แสงแดด ทิศทางของแสงแดดจะอ้อมไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เนื่องจากสภาพพื้นที่เป็นภูเขาขวางแนวทางเดินของดวงอาทิตย์ แนวเขาด้านทิศตะวันออกจะได้รับแสงในช่วงเช้าไปถึงเวลาประมาณ 15.00 น. แต่สำหรับพื้นที่อับแสงเนื่องจากการบังแสงของแนวเขา หน้าผาและเขาชัน ซึ่งสังเกตได้จากลักษณะของพรรณไม้ที่ขึ้น และบางพื้นที่จะมีไม้ยืนต้นปกคลุมมากทำให้แสงส่องไม่ถึงพื้นดิน ทำให้แทบจะไม่มีไม้พื้นล่างขึ้นเลย ส่วนแนวเขาด้านทิศตะวันตกจะได้รับแสงแดดช่วง 10.30 น. แนวเขาด้านนี้จะได้รับแสงดีเนื่องจากลักษณะของพื้นที่ไม่เป็นหุบเขา แต่เป็นพื้นที่ลาดชันแบบสม่ำเสมอเป็นส่วนใหญ่ การสะท้อนของแสงมีน้อยเนื่องจากลักษณะของหิน หินผาที่โผล่ขึ้นมามีพื้นผิวขรุขระ ต้นไม้ขึ้นอยู่หนาทึบทำให้มีแสงทึบ ทำให้มีแสงเพียงบางส่วนส่องถึงพื้นดิน ความร้อนที่เกิดจากแสงแดดไม่ค่อยรุนแรงเนื่องจากบริเวณนี้มีปริมาณไออน้ำสูงและลมพัดดี ลม ทิศทางของลมในจังหวัดแม่ฮ่องสอนโดยปกติพัดทางทิศตะวันตก ทิศตะวันตกเฉียงใต้ ทิศตะวันออก และทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นลักษณะของลมประจำถิ่นที่พัดผ่านประจำ ในการพัดของลมจะปะทะกับภูเขาทำให้เกิดจุดอับลมหลายแห่ง โดยเฉพาะบริเวณที่เชื่อมระหว่างปากถ้ำน้ำเข้าและปากถ้ำน้ำออก ซึ่งเป็นที่ราบระหว่างภูเขา สังเกตได้จากต้นไม้บริเวณนี้ จะมีลำต้นตั้งตรงแสดงว่าไม่ได้รับอิทธิพลของลมมาก และเมื่ออยู่เหนือปากถ้ำหลายเมตร ก็ยังได้กลิ่นมูลค้างคาวอยู่คล้ายกับอยู่ในถ้ำแสดงว่า บริเวณน้ำลมพัดไม่แรงหรือไม่ค่อยได้รับอิทธิพลของกระแสลม ส่วนบริเวณยอดเขาและสันเขาด้านทิศตะวันตกจะมีลมพัดแรงพอสมควร สังเกตุจากการที่ต้นไม้บริเวณนั้นล้มเอนลำต้นไม่ค่อยตรง ฝน จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีฝนตกชุกที่สุดในเดือนสิงหาคม สภาพป่าบริเวณสถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าถ้ำน้ำลอดมีลักษณะเป็นป่าดิบชื้นสลับกับป่าโปร่ง บนสันเขาด้านทิศตะวันตกและบริเวณยอดเขามีความชื้นสูง โดยเฉพาะบริเวณที่มีพื้นที่ใกล้แม่น้ำซึ่งไหลผ่านกลางสถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่า สาเหตุอีกประการหนึ่งที่ทำให้บริเวณนี้มีความชื้นอยู่มากคือ บริเวณนี้เป็นจุดอับแสงและอับลมทำให้บริเวณนี้มีการสูญเสียไอน้ำต่ำ คุณภาพของน้ำฝนดี เนื่องจากสภาพโดยรอบเป็นป่าไม้และภูเขา การระบายของน้ำฝนเร็วมาก เนื่องจากเป็นภูเขาสูงชันและลักษณะของดินเป็นดินคุณภาพดี ระบายน้ำลงสู่ใต้ผิวดินได้

การเดินทาง

สถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่า ตั้งอยู่ระหว่างจังหวัดเชียงใหม่กับจังหวัดแม่ฮ่องสอน การเดินทางจึงทำได้ 2 เส้นทาง คือ จากจังหวัดเชียงใหม่ o โดยรถโดยสารสายเชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน ขึ้นรถที่สถานีขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ (เชียงใหม่อาเขต) ทุกวัน วันละประมาณ 3-4 เที่ยว เวลานั้นไม่แน่นอนเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อเดินทางถึงกิ่งอำเภอปางมะผ้า ให้ว่าจ้างรถมอเตอร์ไซด์รับจ้างเดินทางต่อถึงสถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่า หรือรถปิกอัพชาวบ้านแต่ต้องรอเดินทางจากเชียงใหม่ ผ่านอำเภอแม่ริม แยกปากทางเข้าแม่มาลัยไปตามทางหลวงสาย 1095 ไปแม่ฮ่องสอน ผ่านอำเภอปาย ถึง กิ่งอำเภอปางมะผ้า ระยะทางประมาณ 180 กิโลเมตร จะมีป้ายบอกทางเข้าสถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าถ้ำน้ำลอด ด้านขวามือ แยกเข้าไปตามทางลูกรังอีกประมาณ 9 กิโลเมตร ถึงบ้านถ้ำและสถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง จากจังหวัดแม่ฮ่องสอน o เดินทางโดยรถยนต์โดยสารประจำทางสายแม่ฮ่องสอน-เชียงใหม่ ขึ้นรถที่สถานีขนส่ง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เดินทางถึงกิ่งอำเภอปางมะผ้า ระยะทางประมาณ 70 กิโลเมตร และโดยสารรถรับจ้างเดินทางต่อถึงสถานีพัฒนราและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่า o เดินทางโดยรถส่วนตัวจากจังหวัดแม่ฮ่องสอน เดินทางตามทางหลวงจังหวัดสาย 1095 ถึงกิ่งอำเภอปางมะผ้า และแยกซ้ายมือเข้าสถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่า รวมระยะทาง 80 กิโลเมตร

พืชพื้นถิ่น

ป่าในพื้นที่สถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตวืปาถ้ำน้ำลอดสามารถจำแนกได้เป็น 3 ชนิด ดังนี้
1.ป่าเบญจพรรณหรือป่าโปร่งผสม (mixec deciduous forest) ในบริเวณพื้นที่สถานีพัฒนาและส่งเสริมกาอนุรักษ์สัตว์ป่าถ้ำน้ำลอดจะพบป่าเบญจพรรณหรือป่าโปร่งผสมกระจายทั่วพื้นที่ และเป็นป่าเบญจพรรณที่มีไม้สักขึ้นปะปนอยู่ ไม้ที่พบเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง พื้นป่าไม่รกทึบ และบางแห่งมีไม้ไผ่ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น พรรณไม้ที่พบซึ่งจัดเป็นชนิดหลักของป่าชนิดนี้อยู่ในวงศ์ Verbenaceae คือ ไม้สัก นอกจากนี้ยังพบพรรณไม้ชนิดอื่น ๆ ขึ้นปะปนอยู่ ได้แก่ ยมหิน เปล้า หลวง กว้าว ตะเคียนหนู ตะคร้ำ ตะแบก ประดู่ แดง งิ้วป่า ตะคร้อ รกฟ้า เป็นต้น สำหรับไม้ไผ่ที่พบบริเวณสถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่า ซึ่งขึ้นกระจายทั่วไปตามพื้นป่า ได้แก่ ไผ่ไร่ ไผ่ซาง เป็นต้น
2.ป่าดิบแล้ง (dry evergreen forest) ป่าดิบแล้งบริเวณสถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าถ้ำน้ำลอด กระจายอยู่ตามบริเวณที่ราบลุ่มสองฝั่งลำห้วย ครอบคลุมบริเวณไม่กว้างนัก มีความชื้นค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับป่าเบญจพรรณ แต่โดยมากจะพบขึ้นเป็นหย่อม ๆ และในบริเวณห้วยบางจุด ซึ่งปัจจุบันเมื่อน้ำแห้งก็ยังคงเห็นร่องรอยของป่าดิบแล้งอยู่บ้าง ในอนาคตสภาพป่าดังกล่าวอาจเปลี่ยนเป็นป่าเบญจพรรณ พรรณไม้ที่พบขึ้นอยู่ตามสองฝั่งห้วยที่มีปริมาณความชื้นค่อนข้างสูง ไม้สำคัญตระกูลยาง ได้แก่ มะหาด ตะคร้อ ตะเคียนหิน ตะเคียนทอง มะยมป่า ยมหิน มะม่วงป่า งิ้วป่า มะกอก เป็นต้น ในป่าดิบแล้งมักพบไม้พื้นล่างไม่รกทึบนักส่วนใหญ่เป็นกล้าของไม้ใหญ่ นอกจากนี้ยังพบไม้พื้นล่างชนิดอื่น ๆ เช่น พลวง และไม้บริเวณริมลำธารที่มีน้ำไหลในบริเวณก่อนถึงปากถ้ำและปลายถ้ำจะพบพรรณไม้จำพวกข่า และพวกไม้ตระกูลปาล์มขึ้นปะปนอยู่
3.ป่าเต็งรัง (Dry Dipterocarp Forest) ป่าเต็งรังที่พบในบริเวณสถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าจัดได้ว่าเป็นป่าเต็งรังผสมไม้สนเขา ซึ่งพบในบริเวณที่มีสันเขามีหินโผล่ไม้สนที่พบเป็นพวกสนสองใบขึ้นปะปนอยู่ ไม้สนที่พบจะมีขนาดสูงใหญ่มีเรือนยอกโผล่พ้นระดับเรือนยอดทั่วไปของป่าอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ยังพบพรรณไม้สำคัญที่เป็นตัวชี้สภาพของป่าเต็งรัง ได้แก่ รัง เต็ง แดง ประดู่ แสลงใจ รกฟ้า สำหรับไม้พื้นล่างที่พบก็มีพวกปรง

สัตว์พื้นถิ่น

สัตว์ปีก ถ้ำน้ำลอดเป็นที่อยู่อาศัยของค้างคาวและนกนางแอ่น สำหรับนกนางแอ่นในฤดูวางไข่จะมาวางไข่บริเวณถ้ำน้ำลอด พบสัตว์เหล่านี้มากบริเวณปลายถ้ำ สัตว์ทั้งสองชนิดนี้จะอาศัยในถ้ำต่างเวลากันในบริเวณเดียวกัน กล่าวคือค้างคาวจะอาศัยอยู่ในถ้ำเวลากลางวัน ขณะที่นกนางแอ่นออกหากินและจะมาอาศัยในถ้ำในเวลากลางคืนและขณะที่ค้างคาวออกหากินและนกนางแอ่นกลับเข้าถ้ำก็จะเป็นเวลาที่บินเข้า-ออกสวนทางกันที่ปลายถ้ำในเวลาพลบค่ำของทุกวัน

สถานที่แนะนำ